(ดูหนัง) Departures การเดินทางของทุกคนล้วนมีจุดหมายเดียว
posted on 20 Jun 2009 15:31 by napongvมักจะเป็นเรื่องประจำของรางวัลออสกาสาขาภาพยนต์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ที่หลายๆครั้งหนังตัวเต็ง หรือหนังที่เคยได้รางวัลจากเวทีอื่นๆ มาจะต้องหลบให้กับหนังม้ามืดขึ้นเวทีไปรับรางวัล ปี 2009 นี้ก็เช่นเดียวกันที่หนังตัวแทนจากประเทศญี่ปุ่นเรื่องนี้ได้รางวัลไป
ให้สรุปเนื้อหาของหนังสั้นๆแบบของตัวเองก็คงจะเป็น "นักดนตรีตกงานกลับบ้านนอกที่ไปทำอาชีพเตรียมศพเข้าพิธีแบบไม่ได้ตั้งใจ"
หนังเล่นกับประเด็นหลักเป็นเรื่องของการทำงานในอาชีพที่คงไม่ได้เป็นที่ใฝ่ฝันของคนทั่วๆไป คือเป็นคนจัดการเตรียมศพให้พร้อมกับการจัดงานศพ ตั้งแต่เคลื่อนย้าย ทำความสะอาด แต่งหน้า ทำผม ฯลฯ (หนึ่งในอาชีพที่เด็กคงไม่เลือกตอบ ถ้าถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร) ออกจะถูกมองไม่ดีด้วยซ้ำ (ได้ยินว่าญี่ปุ่นจะถือว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับงานศพจะไม่เป็นมงคล แม้แต่คนไทยเองเราก็คล้ายกัน) พระเอกซึ่งไปทำงานนี้แบบไม่ได้ตั้งใจจึงคิดจะเลิกทำตั้งแต่วันแรกๆ แถมยังถูกมองจากคนรอบข้างถึงความเหมาะสมในการทำงานไม่เว้นกระทั้งภรรยา จนกระทั้งเมื่อทำไปนานๆเข้า เขาถึงได้เห็นด้านดีของงานที่ตัวเองทำ และปรับตัวจากรังเกียจไปเป็นความภูมิใจที่ได้ทำงาน
ส่วนประเด็นรองเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-ลูก พระเอกถูกพ่อทิ้งไปในวัยเด็ก พ่อในความทรงจำของเขาเป็นแค่ภาพลางๆของผู้ชายที่เคยไปเก็บหินยื่นให้กันริมแม่น้ำเท่านั้น เขาจำหน้าพ่อไม่ได้และก็บอกอยู่ตลอดว่าโกรธมากที่พ่อทิ้งเขากับแม่ไป จนมาถึงในวันนี้ วันที่เขากำลังจะมีสถานะเป็นพ่อ จึงต้องกลับมามองว่าสิ่งที่เขาทำอยู่จะทำให้ลูกมองเขาเป็นพ่อที่น่าภูมิใจได้หรือไม่
ตัวหนังคงความเป็นหนังสไตล์ญี่ปุ่นเต็มตัวโดยไม่ได้พยายามทำอะไรให้เยอะเกินไป ออกจะนิ่งๆ ดำเนินเรื่องเรื่อยๆ ไม่ได้มีจุดหักมุม แต่ใส่สถานะการณ์มาอย่างเป็นจังหวะให้เรื่องดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง การที่หนังแสดงถึงพิธีกรรมแบบหนึ่งของญี่ปุ่นทำให้การกระทำต่างๆแสดงความเป็นศิลปะออกมาได้ด้วยตัวของมันเองเป็นอย่างดี โดยรวมแล้วมองว่าเหมือนหนังสไตล์ coming-of-age ตรงที่ตัวเอกมีเหตุการณ์บางอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตแล้วได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น ได้มองเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัวเปลี่ยนไป แล้วก็โตขึ้นในความหมายของการที่กำลังจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นคุณพ่อ
สิ่งที่ชอบคือหนังไม่ได้มีจุดที่กดดันหรือบิวด์อารมณ์ให้ถึงกับต้องเศร้าหรือซึ้งอย่างที่สุด(แม้ว่าบางคนอาจจะต้องเสียน้ำตา) อย่างการเขียนไดอะลอครำพึงรำพัน หรือการกำหนดโชคชะตาตัวละครให้เศร้าแล้วเศร้าอีก การแสดงออกในหนังดูเหมือนเราไปดูความเป็นไปของกลุ่มตัวละครที่หนังจะเสนออยู่ใกล้ๆ และหนังก็เลือกเสนอมุมมองที่ไม่ค่อยจะได้เห็นผ่านกลุ่มคนที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาหลังจากคนๆหนึ่งจบชีวิตไปแล้ว
จะมีไม่ค่อยเข้าใจก็ตรงฉากที่พระเอกไปนั่งสีเชลโล่อยู่บนเนินแบบในโปสเตอร์ว่าต้องการสื่ออะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า (แต่เพลงก็เพราะ วิวก็ดีนะเหมาะเอาไปทำโปสเตอร์จริงๆ)
มุมมองต่อความตายเป็นสิ่งแปลก เรามักได้ยินหลายคนบอกว่ามันเป็นช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่ทุกๆคนก็ต้องเจอ แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะมองงานที่เกี่ยวข้องกับความตายอย่างงานศพเป็นเรื่องที่ไม่ดี ไม่ควรกล่าว หรือไม่ควรนึกถึง ทั้งที่จริงแล้วมันก็เป็นเหมือนการจัดงานที่เป็นการแสดงถึงช่วงเวลาส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ต่างจากงานวันเกิด งานบวช หรืองานแต่งงาน
ที่เราจะได้แสดงถึงความเคารพ ความรัก และความปรารถนาดีกับใครคนนั้น แม้ว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ตาม
) เลยถือโอกาสหาที่ไปเที่ยว บังเอิญครอบครัวมีแพลนจะไปเที่ยวเกาะช้างกันในช่วงสุดสัปดาห์แต่เราอยู่ได้ไม่ถึงจบทริป จึงตกลงใจไปเที่ยวเมืองจันก่อน แล้วก็แจมไปเกาะช้างกับเขาได้1 คืน
) แวะไปนังล๊อบบี้เลาจ์โรงงามมณีจันทร์ฟังเพลงได้ซักพักก็กลับไปนอน (มีคนเข้าใจว่าไปฟังเพลงต่อนี่คือไปเที่ยวผับกลางคืนด้วยนะ
)
)