มักจะเป็นเรื่องประจำของรางวัลออสกาสาขาภาพยนต์ต่างประเทศยอดเยี่ยม ที่หลายๆครั้งหนังตัวเต็ง หรือหนังที่เคยได้รางวัลจากเวทีอื่นๆ มาจะต้องหลบให้กับหนังม้ามืดขึ้นเวทีไปรับรางวัล ปี 2009 นี้ก็เช่นเดียวกันที่หนังตัวแทนจากประเทศญี่ปุ่นเรื่องนี้ได้รางวัลไป

   ให้สรุปเนื้อหาของหนังสั้นๆแบบของตัวเองก็คงจะเป็น "นักดนตรีตกงานกลับบ้านนอกที่ไปทำอาชีพเตรียมศพเข้าพิธีแบบไม่ได้ตั้งใจ"


   หนังเล่นกับประเด็นหลักเป็นเรื่องของการทำงานในอาชีพที่คงไม่ได้เป็นที่ใฝ่ฝันของคนทั่วๆไป คือเป็นคนจัดการเตรียมศพให้พร้อมกับการจัดงานศพ ตั้งแต่เคลื่อนย้าย ทำความสะอาด แต่งหน้า ทำผม ฯลฯ (หนึ่งในอาชีพที่เด็กคงไม่เลือกตอบ ถ้าถามว่าโตขึ้นอยากเป็นอะไร) ออกจะถูกมองไม่ดีด้วยซ้ำ (ได้ยินว่าญี่ปุ่นจะถือว่าอะไรที่เกี่ยวข้องกับงานศพจะไม่เป็นมงคล แม้แต่คนไทยเองเราก็คล้ายกัน) พระเอกซึ่งไปทำงานนี้แบบไม่ได้ตั้งใจจึงคิดจะเลิกทำตั้งแต่วันแรกๆ แถมยังถูกมองจากคนรอบข้างถึงความเหมาะสมในการทำงานไม่เว้นกระทั้งภรรยา จนกระทั้งเมื่อทำไปนานๆเข้า เขาถึงได้เห็นด้านดีของงานที่ตัวเองทำ และปรับตัวจากรังเกียจไปเป็นความภูมิใจที่ได้ทำงาน


   ส่วนประเด็นรองเป็นเรื่องของความสัมพันธ์ระหว่างพ่อ-ลูก พระเอกถูกพ่อทิ้งไปในวัยเด็ก พ่อในความทรงจำของเขาเป็นแค่ภาพลางๆของผู้ชายที่เคยไปเก็บหินยื่นให้กันริมแม่น้ำเท่านั้น เขาจำหน้าพ่อไม่ได้และก็บอกอยู่ตลอดว่าโกรธมากที่พ่อทิ้งเขากับแม่ไป จนมาถึงในวันนี้ วันที่เขากำลังจะมีสถานะเป็นพ่อ จึงต้องกลับมามองว่าสิ่งที่เขาทำอยู่จะทำให้ลูกมองเขาเป็นพ่อที่น่าภูมิใจได้หรือไม่

   ตัวหนังคงความเป็นหนังสไตล์ญี่ปุ่นเต็มตัวโดยไม่ได้พยายามทำอะไรให้เยอะเกินไป ออกจะนิ่งๆ ดำเนินเรื่องเรื่อยๆ ไม่ได้มีจุดหักมุม แต่ใส่สถานะการณ์มาอย่างเป็นจังหวะให้เรื่องดำเนินไปได้อย่างต่อเนื่อง การที่หนังแสดงถึงพิธีกรรมแบบหนึ่งของญี่ปุ่นทำให้การกระทำต่างๆแสดงความเป็นศิลปะออกมาได้ด้วยตัวของมันเองเป็นอย่างดี โดยรวมแล้วมองว่าเหมือนหนังสไตล์ coming-of-age ตรงที่ตัวเอกมีเหตุการณ์บางอย่างผ่านเข้ามาในชีวิตแล้วได้เรียนรู้อะไรมากขึ้น ได้มองเห็นคุณค่าของสิ่งรอบตัวเปลี่ยนไป แล้วก็โตขึ้นในความหมายของการที่กำลังจะเปลี่ยนสถานะไปเป็นคุณพ่อ

   สิ่งที่ชอบคือหนังไม่ได้มีจุดที่กดดันหรือบิวด์อารมณ์ให้ถึงกับต้องเศร้าหรือซึ้งอย่างที่สุด(แม้ว่าบางคนอาจจะต้องเสียน้ำตา) อย่างการเขียนไดอะลอครำพึงรำพัน หรือการกำหนดโชคชะตาตัวละครให้เศร้าแล้วเศร้าอีก การแสดงออกในหนังดูเหมือนเราไปดูความเป็นไปของกลุ่มตัวละครที่หนังจะเสนออยู่ใกล้ๆ และหนังก็เลือกเสนอมุมมองที่ไม่ค่อยจะได้เห็นผ่านกลุ่มคนที่ต้องทำงานเกี่ยวข้องกับช่วงเวลาหลังจากคนๆหนึ่งจบชีวิตไปแล้ว
   จะมีไม่ค่อยเข้าใจก็ตรงฉากที่พระเอกไปนั่งสีเชลโล่อยู่บนเนินแบบในโปสเตอร์ว่าต้องการสื่ออะไรเพิ่มเติมหรือเปล่า (แต่เพลงก็เพราะ วิวก็ดีนะเหมาะเอาไปทำโปสเตอร์จริงๆ)

   มุมมองต่อความตายเป็นสิ่งแปลก เรามักได้ยินหลายคนบอกว่ามันเป็นช่วงเวลาหนึ่งในชีวิตที่ทุกๆคนก็ต้องเจอ แต่คนส่วนใหญ่ก็มักจะมองงานที่เกี่ยวข้องกับความตายอย่างงานศพเป็นเรื่องที่ไม่ดี ไม่ควรกล่าว หรือไม่ควรนึกถึง ทั้งที่จริงแล้วมันก็เป็นเหมือนการจัดงานที่เป็นการแสดงถึงช่วงเวลาส่วนหนึ่งของชีวิต ไม่ต่างจากงานวันเกิด งานบวช หรืองานแต่งงาน


   ที่เราจะได้แสดงถึงความเคารพ ความรัก และความปรารถนาดีกับใครคนนั้น แม้ว่ามันจะเป็นครั้งสุดท้ายก็ตาม

   เนื่องในโอกาสได้พักร้อนนานสุดตั้งแต่ทำงานมา (4 วัน ) เลยถือโอกาสหาที่ไปเที่ยว บังเอิญครอบครัวมีแพลนจะไปเที่ยวเกาะช้างกันในช่วงสุดสัปดาห์แต่เราอยู่ได้ไม่ถึงจบทริป จึงตกลงใจไปเที่ยวเมืองจันก่อน แล้วก็แจมไปเกาะช้างกับเขาได้1 คืน


ไปคราวนี้เพิ่งมารู้ตัวตอนหลังว่าไม่ค่อยได้ไปเที่ยวแบบที่คนนิยมไปกัน ออกแนวหลบๆที่เที่ยวคนเยอะกันมากกว่า มีถ่ายรูปมานิดหน่อย

     วันแรก ฝนตกตลอดทางจากกรุงเทพไปจัน คาดกันว่าสงสัยจะไม่ได้เที่ยวไหน ปรากฎว่าบ่ายฝนหยุด เลยแวะไปดูคุกขี้ไก่-ตึกแดงแล้วไปทะเลที่อยู่ใกล้ๆกัน

ทะเลหลังฝนตกสีน่ากลัวมาก

กินอาหารริมทะเลสดมาก อยู่จนมืดจนทนยุงหอบไม่ไหว(ยุงตอมปูเยอะยังกะแมลงวันตอมขยะ) แวะไปนังล๊อบบี้เลาจ์โรงงามมณีจันทร์ฟังเพลงได้ซักพักก็กลับไปนอน (มีคนเข้าใจว่าไปฟังเพลงต่อนี่คือไปเที่ยวผับกลางคืนด้วยนะ)

     เช้าวันที่ 2 หาข้าวเช้ากินเสร็จก็ไปเที่ยวสวนผลไม้ ไปศูนย์ที่ส่งเสริมด้านการเกษตรให้ชุมชน จังหวะดีผลไม้เมืองจันกำลังออก เลยไปเด็ดเงาะ มังคุด ลองกองกินในสวน (ทุเรียนก็มี แต่เด็ดกินกันไม่ไหว) ได้ผลไม้กลับมาหลายโล ติดเป็นเสบียงไปเกาะช้าง

บรรจุเงาะใส่ลัง โลละไม่ถึง 10 บาท

ช่วงสายไปเดินดูวิถีชีวิตคนเมืองจัน หลักๆก็ต้องไปดูตลาดค้าพลอย ไปวันศุกร์เป็นวันที่เขาเดินพลอยพอดี คุณพลุกพล่านเข้าร้านนั้นออกร้านนี้ เราก็ไปดูผ่านๆเนื่องจากไม่คิดซื้อแถมยังเกรงๆ ไม่อยากกวนคนเขาทำมาหากิน


จากตลาดพลอยจะมีตรอกเดินไปตลาดโบราญได้ เป็นชุมชนค้าขายแต่เดิม อยู่ริมแม่น้ำ ลักษณะเป็นห้องแถวแบบมีกลินอายยุโรป ตั้งแต่สมัยที่จันเป็นเมืองท่าค้าขาย ทางชุมชนก็พยามยามบูรณะให้เป็นที่ท่องเที่ยว บรรยากาศดี ไปวันธรรมดาเลยคนน้อย ร้านค้าเปิดไม่หมด คาดว่ามาเสาร์อาทิตย์จะคนเยอะกว่านี้ (สงสัยไปตลาดพลอยกันหมด)

เดินตลาดแวะซื้อไอติม

พอบ่ายคณะที่มาจะไปด้วยกันจากกรุงเทพก็มาถึง พอจัดรถเสร็จก็เริ่มเดินทาง จากอ.เมืองจันทบุรีไปท่าเรือเฟอรี่ข้ามเกาะช้าง ไปขึ้นท่าใหม่ใช้เวลาขับแค่ชั่วโมงเดียว (มีท่าข้าม 2 ท่า มีเงื่อนไขการคิดราคาต่างกัน หาข้อมูลก่อนเดินทางจะช่วยให้ประหยัดได้นะ) นั่งเรือแค่ประมาณครึ่งชม.ก็ถึงเกาะช้างแล้ว

ท่าเรือเฟอรี่ใหม่ รอเรือกับเอารถขึ้นไปจอดนานกว่าเวลาเดินทาง

ก่อนอื่นก็ต้องไปหาที่พักที่จองไว้ ที่พักชื่อ Keereeta ปรากฎว่ามันมีอยู่ 3 แห่ง (ชื่อเดียวกัน เจ้าของเดียวกัน แต่มีคำพ่วงต่อท้ายต่างกัน) ตอนแวะไปที่แรกเป็นโรงแรมสไตล์ออกบาหลี แต่ปรากฎว่าไม่ติดทะเล แต่ละคนแทบอยากจะกลับกรุงเทพกัน พอเช็คไปเช็คมาปรากฎว่าเป็นอีกที่ แต่ก็ไม่ติดทะเลอยู่ดี แต่อยู่ตรงปากแม่น้ำใกล้ๆทะเลก็เลยลองไปดูก่อน


ที่พักต้องจอดรถไว้ฝั่งนึงแล้วนั่งเรือแจวข้ามไป ตอนมองจากที่จอดรถมันดูวังเวงโทรมๆบอกไม่ถูก(เพราะค่ำแล้วแสงเลยสลัวๆ) แต่ไหนๆมาแล้วเลยลองข้ามไปดู ปรากฎว่าดีเลยทีเดียว Keereeta lagoon เป็นรีสอร์ทสไตล์โมรอคโคเน้นสีขาว มีห้องพักอยู่แค่ 6 ห้อง แต่ตกแต่งดีมาก ห้องขนาดใหญ่ มีพื้นที่ส่วนกลางที่มีสระว่ายน้ำอยู่ในห้องรับแขก แถมวันที่ไปยังมีคณะเราเป็นแขกกลุ่มเดียว เลยได้ยึดเป็นที่พักส่วนตัวซะเลย

บรรยากาศที่พัก อยู่กันกลุ่มเดียว สบ๊าย...สบาย

 หลังขนกระเป๋าเก็บยังมีเวลานิดหน่อยก่อนแสงหมด เลยแวะไปทะเลก่อน จากที่นี่ไปมีทางเดินลัดเลาะด้านหลังไปได้ ประมาณ 200 เมตร แต่ที่เจ๋งกว่าคือมีคายักให้พายไปตามคลองประมาณ 100 เมตรนิดๆก็ถึงปากอ่าว ได้ไปเจอทะเลแล้ว (จากรีสอร์ทมองไปก็เห็นนะ) ขากลับแวะร้านอาหารริมน้ำสั่งข้าวให้เขาเอาเรือมาส่งให้ที่ที่พักได้ แล้วก็ไปเปลี่ยนเสื้อ ลงสระน้ำในล๊อบบี้เลย

เปิดไฟแล้วได้บรรยากาศอีกแบบ

ตัวรีสอร์ทพอเปิดไฟแล้วบรรยากาศดีมาก แช่น้ำไป หิวก็ขึ้นกินข้าวที่โต๊ะข้างๆได้เลย รู้สึกเหมือนไปบ้านพักต่างอากาศส่วนตัวมาก เพราะเรายึดรีสอร์ตไว้

กินข้าวเสร็จจิบเครื่องดื่มนิดหน่อย แล้วก็แยกย้ายกันไปนอนตอนห้าทุ่มได้

     เช้าวันที่ 3 ตั้งใจจะไปดูพระอาทิย์ขึ้นแต่ลุกไม่ไหว ขอนอนต่อ จนมีคนมาเรียกชวนกันพายคายักไปทะเลกัน นึกว่าสายแล้วแค่ที่จริงเพิ่ง 7 โมงแดดก็จ้าแล้ว ภายเรือไปดูบรรยากาศทะเลเกาะช้างตอนเช้าเดินเล่นกับถ่ายรูปซักพักก็กลับไปกินอาหารเช้า

 

พักผ่อนซักครู่ก็นั่งรถไปเที่ยวบนเกาะ วันนี้แดดแรงมาก เหมาะกับการมาทะเลถ้าไม่กลัวดำ

 

จุดชมวิวมองไปเห็นเกาะมีหาดทราย มีคนพายคายักไปเที่ยวด้วย

แวะไปจุดชมวิวกับท่าเรือแล้วก็ดูบรรยากาศรีสอร์ทอื่นนิดหน่อย กินข้าวกลางวันแล้วก็นอนพักนิด เตรียมเก็บของกลับ(ก่อนคนอื่น)

ประภาคารและบรรยากาศบริเวณท่าเรือ


ก่อนกลับแวะภ่ายรูปตามมุมต่างๆของที่พัก ตัวรีสอร์ทที่นิดเดียวแต่มุมถ่ายรูปเยอะก็เลยได้ไปหลายแช๊ะ เรียบร้อยแล้วก็ลาทุกๆคน ขับรถกลับเป็นอันจบทริป

เป็นวันหยุดที่มีความสุขมาก หวังว่าจะได้ไปเที่ยวอีก ถ้าพักร้อนมากกว่า 4 วันได้น่ะนะ

edit @ 14 Jun 2009 14:00:22 by Napongv (o_O)

คอนโดเดอะรูม ตั้งอยู่บริเวณสี่แยกลาดพร้าว ซึ่งจะมีโครงการของแลนด์แอนด์เฮ้าส์ตั้งอยู่ติดกัน 2 โครงการคือ The Landmark กับ The Room (ได้จัดต่อเนื่องกัน) ซึ่งเป็นพื้นที่ผืนเดียวกันแล้วแยกเป็นทาวน์โฮมด้านหน้ากับคอนโดที่อยู่หลบมาด้านหลัง เดินเข้าไปอีกซัก 100 เมตรได้

ป้ายหน้าทางเข้า ตอนนี้เปลี่ยนชนิดต้นไม้ด้านหน้าแล้ว

จัดมาตั้งแต่หน้าทางเข้าไปรอบอาคาร แต่ที่นำเสนอจริงๆคงเป็นสวนบนพื้นที่ชั้นสอง บรรยากาศเหมือนสวนดาดฟ้าแต่เป็นดาดฟ้าลานจอดรถ เลยอยู่ชั้นสอง (ชักงง)

งานนี้ทางแลนด์ฯออกแบบฮาร์ดสเคปพวกทางเดิน ศาลา เรียบร้อยแล้ว จึงมีหน้าที่แค่ไปบอกว่าอะไรปลูกตรงไหนให้ตามแบบ เพราะงั้นสไตล์เลยไม่เหมือนของบริษัทซักนิด

พื้นอยู่ระหว่างกลางเชื่อมอาคารทั้ง 4 ตึก

รูปแบบสวนโมเดิร์นเหมาะกับคอนโดดี ทำงานยากหน่อยตรงต้องขนของขึ้นหมด เหนื่อยทั้งคนแบก เหนื่อยทั้งเครนยก แถมต้นหูกระจงที่ปลูกยังตายไปทั้งแถบ ต้องเปลี่ยนใหม่เกือบหมด  (คุยกันว่าน่าจะเป็นเพราะวัสดุปลูกเป็นดินถุงหมด 100% เลยอยู่ไม่ได้ พอปลูกใหม่ใช้ทรายแทนก็ไม่มีปัญหา)

คอนโดเปิดตัวไปแล้วคาดว่าน่าจะขายดีเพราะทำเลดีมาก ใกล้รถใต้ดินด้วย แบบห้องจะเป็น 1 ห้องรับแขก 1 ห้องนอน(ไม่รู้มีแบบหลายห้องหรือเปล่าเพราะไปส่องจากหน้าต่างชั้น 2 เอาเห็นแบบเดียว) รายละเดียดแต่ละห้องในชั้นเดียวกันจะต่างกันนิดหน่อยอย่างตำแหน่งห้องน้ำ ตำแหน่งครัว ดูใส่ใจรายละเดียดดี (พื้นที่โฆษณา)